ZIP_CODE

 

บ่ายโมง สิบเอ็ดนาที เวลาประเทศไทย

คุณ….คุณนั่นแหละ ไม่ทราบว่าคุณร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แล้วร้องเพราะเรื่องอะไร คุณคิดว่า มนุษย์เราเมื่อโตขึ้นในระดับอายุหนึ่ง เราจะเสียน้ำตากับเรื่องอะไรได้บ้าง

ข้าพเจ้าถามคุณ ด้วยคำถามที่ว่านี้ เพียงเพื่ออยากจะออกตัวกับคุณซะก่อนที่จะเขียนต่อไปอีกยืดยาว ว่าข้าพเจ้า…..ร้องไห้….เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา…และสาเหตุมาจาก เรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน….เกินกว่าจะบอกใครได้…แม้กระทั่งคุณ

ข้าพเจ้าหลับตาครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเพ็งสายตาไปยังภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ภาพที่ว่านี้ปรากฏขึ้นด้วยการโพสเอาไว้ในบล็อคของเพื่อน ซึ่งข้าพเจ้าถือว่า….ถือเค้าเอาไว้ว่าสำคัญ

….” ภาพกล่องพัสดุไปรษณีย์ “…ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวภายใต้ภาพนั้นพอคร่าวๆ และพอเข้าใจในเนื้อหา แต่ตลกสิ้นดี….มุมความคิดของข้าพเจ้ากลับติดลบ ความคิดวิ่งไปไกลเกินกว่าความหมายของภาพกล่องไปรษณีย์ ธรรมดา น้ำตาไหลออกมาดื้อๆ

ข้าพเจ้าไม่ใช่เด็ก แต่ก็เหมือนเด็ก ข้าพเจ้าสำนึกรู้ดี และยังรู้อีกว่าอาการเศร้านี้มาจากความรู้สึกน้อยใจ แบบที่ใครๆอาจจะไม่เป็นเหมือน เค้าเหล่านั้นอาจ…มีเหตุมีผลกว่าข้าพเจ้าหลายเท่านัก

ข้าพเจ้ารู้จักเพื่อนคนนี้ได้เพียงไม่นาน เราไม่ได้รู้จักอะไรกันมากนัก และเค้าก็มักจะไปไหนมาไหน ต่างที่ต่างแดนเป็นครั้งคราว และคราวละนานๆ แต่ปัจจุบันนี้ เพื่อนคนดีของข้าพเจ้าคล้ายว่าอาจจะไปทำงาน หรืออาจลงหลักปักฐานที่…ประเทศจีน

ข้าพเจ้ารวบรวมความกล้าเพื่อขอที่อยู่จากเค้า เพียงเพื่อจะมีโอกาสได้ทำความรู้จักเค้ามากขึ้นผ่านไปรษณีย์บัตรใบน้อยๆ จากคนรู้จักคนหนึ่ง และยังค่อนข้างเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเค้าอยู่

การเสาะแสวงหา ไปรษณีย์บัตรใบสวย กลายเป็นความสุขอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตข้าพเจ้าในช่วงนี้ เคยมีใครคนหนึ่งบอกว่า ถ้าเราไม่รู้ว่าจะให้อะไรกับคนที่สำคัญสำหรับเราดี ให้เราลองให้ในสิ่งที่เราชอบดู เพราะมันมักจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด นอกจากการเลือกเฟ้นภาพบนไปรษณีย์บัตรแล้ว ข้าพเจ้ายังแอบเลือกติดแสตมป์ ให้ครบ 15 บาท ด้วยอากรแสตมป์หลากหลายรูป หลากหลายราคา เพราะข้าพเจ้าคิดว่า เมื่อเค้าได้รับ นอกจากภาพด้านหน้าที่สวยแล้ว แสตมป์ด้านหลัง ก็ยังสวยไม่เหมือนใครอีกด้วย บางทีความสุขน้อยๆ อาจเพิ่มปริมาณให้เค้าได้

ในขณะที่บรรจงเขียน ข้าพเจ้าอดนึกถึงหน้าเค้าไม่ได้ โดยเฉพาะเวลายิ้ม ข้าพเจ้ารู้ดีว่าเค้าแสนยุ่ง แต่การส่งความคิดถึงจากคนหลายๆคนที่คิดถึงเค้า ในประเทศไทย คงทำให้เค้ารู้สึกดีแสนดีในต่างแดน แม้ข้าพเจ้าจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆส่วนหนึ่ง ที่อาจจะไม่ได้เพิ่มเติมความสุขในชีวิตประจำวันเค้ามากนัก แต่ข้าพเจ้าเต็มใจและยินดีที่จะส่งมันไป เพียงเพราะแค่หวังว่า ความสุขที่เค้ามีอยู่ก่อนหน้านี้ และความสุขที่ได้รับอยู่ทุกวี่วัน ข้าพเจ้าจะมีส่วนทำให้มันเพิ่มขึ้น แค่เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

ข้าพเจ้า….เลื่อนมือเพื่อไปกดปุ่ม …. เอ็นเธอร์…อย่างช้าๆ เพื่อคลิ๊กเข้าไปตรวจสอบที่อยู่ที่เค้าเคยให้ไว้ใน…อีเมล… มันไม่ตรงกันซะทีเดียว เมื่อเทียบกับการจ่าหน้าบนกล่องพัสดุ

ที่อยู่นั้น มันไม่มีรหัสไปรษณีย์ ข้าพเจ้าจำได้ว่าเคยส่งเมลไปถามเค้าแล้ว แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าเค้าจะอ่านจดหมายของข้าพเจ้าได้อย่างครบถ้วนทุกบรรทัด เค้าอาจไม่มีเวลาว่างมากพอ เมื่อถามเค้าแล้วไม่มีคำตอบใดๆ ตอบกลับมาว่าผิดปกติ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจเอาเองว่า ประเทศจีน คงไม่มีรหัสไปรษณ๊ย์กระมัง

ด้วยความไม่รู้ความ และโลกแคบนัก ไม่ศึกษาหาความรู้ให้กว้างขวางไว้ ข้าพเจ้าจึงจ่าหน้าไปตามที่เค้าบอก ไม่ผิดแม้ซักตัวอักษร …. และเฝ้าคิดว่ามันน่าจะส่งถึงประเทศจีนได้ แต่แล้วมันอาจไม่ถึง

ตลก…หรือจะขำก็ได้…ข้าพเจ้าน้อยใจ เพียงเพราะไม่ได้รับรหัสไปรษณีย์ ซึ่งเราทั้งสองคนก็ยังตั้งข้อสงสัยว่าทำไมจึงไม่ถึงเสียที ประเทศจีนคงต้องมีรหัสไปรษณีย์ ซินะ

ถึงตรงนี้ข้าพเจ้าเริ่มรู้แล้วว่า หากมีโอกาสและมีทุนทรัพย์เมื่อไหร่ ควรออกไปเดินดูโลกกว้างอย่างเค้าเสียบ้าง อาจทำให้หัวใจที่แคบ กว้างขึ้นมาได้

เวลาเป็นสิ่งที่ไม่มีทาง ขอให้ย้อนกลับมาได้อีก เมื่อซักครู่ข้าพเจ้าเพิ่งส่งเมลรูปตอนสวมแว่น แล้วแกมบ่นเป็นหัวข้อภาพไปว่า…ต้องเป็นป้าแว่นไปหลายวัน…ถึงเค้า อย่างอารมณ์ดี แต่ดูตอนนี้ซิ ข้าพเจ้ากำลังเขียนเมลส่งไป แฝงด้วยเนื้อหาต่อว่าเค้าอยู่อย่างน้อยใจ

คนเราอาจจะลืมกันได้ และมีสิทธิ์ที่จะเลือกจำ เลือกปฏิบัติ และเลือกที่จะให้ …. ไม่รู้ซิ ข้าพเจ้าคิดว่ากำลังทำความเข้าใจท่ามกลางความน้อยใจ ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของการมองโลกในแง่ดี ต่อให้ข้าพเจ้าเพ็งจนเบลอ ก็อ่านไม่ออกจริงๆว่ารหัสไปรษณีย์ประเทศจีนคืออะไร

เหมือนเมื่อครั้งที่เค้าบอกว่า “ ชอบฟังเสียงแต่ทักกันมาเป็นตัวอักษรจะดีกว่า ลำโพงเพิ่งเสีย “ กำแพงทิฐิสูงลิบลิ่วคิดไปคนละเรื่องกับเค้าเลย… ว่าเค้าคงไม่อยากได้ยินเสียงของข้าพเจ้าแล้ว … เพราะมันออกจะไร้สาระไปซักหน่อย โธ่เอ๋ย….แทนที่จะคิดว่าลำโพงมันเสียจริงๆ หรือทำให้โหลดไฟล์ข้อมูลนาน กลับคิดไปทางลบซะได้

และข้าพเจ้าก็แอบน้อยใจอีกแล้ว กับเรื่องเล็กเท่าขี้ผง

ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้น แล้วปาดน้ำตาอย่างถนอม เพราะดวงตาข้างซ้ายยังไม่หายอักเสบดีนัก ต่อไปจากนี้ ข้าพเจ้าจะคิดถึง และจะหยุดไว้เพียงแค่ความคิดถึงเท่านั้น จะไม่พยายามคิดต่อไปอีกว่า เค้าจะคิดถึงข้าพเจ้าหรือไม่ หรือเค้ากำลังอยู่กับใคร…..

ข้าพเจ้าไม่อยากถามคุณอีกแล้ว….ว่าร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

แต่จะเปลี่ยนเรื่องคุยไปซะเลย ขอให้คุณวางความรู้สึกที่ไร้สาระของข้าพเจ้า ไว้ตรงที่เดิม

อย่าได้เอามาใส่ใจ และเริ่มต้นคุยเรื่องใหม่………

คุณ…..รู้มั้ยว่าข้าพเจ้ารู้สึกว่าความรักเหมือนอะไร….?

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความรัก…เหมือนการได้กลับบ้าน

มีนักเขียนคนหนึ่งเคยเขียนเอาไว้ ตอนที่ข้าพเจ้าอ่านเจอ อึ้งไปเลยทีเดียวนะ แล้วก็ค่อยๆหลับตานึกภาพ อืม…ก็พอได้นะ…ความรัก…เหมือการได้กลับบ้าน….หอมกลิ่นดิน กลิ่นหญ้า ผ้าม่านสีขาวของแม่ที่หน้าต่าง และความรู้สึกคุ้นเคยทุกๆอย่าง

คิดถึงคุณนะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s